วันจันทร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2557

เตรียมตัวรับ AEC

AEC หรือ Asean Economics Community คือการรวมตัวของชาติใน Asean 10 ประเทศ
โดยมี ไทย, พม่า, ลาว, เวียดนาม,มาเลเซีย, สิงคโปร์, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, กัมพูชา, บรูไน
เพื่อที่จะให้มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกัน จะมีรูปแบบคล้ายๆ กลุ่ม Euro Zone นั่นเอง

จะทำให้มีผลประโยชน์, อำนาจต่อรองต่างๆ กับคู่ค้าได้มากขึ้น...

และการนำเข้า ส่งออกของชาติในอาเซียนก็จะเสรี

ยกเว้นสินค้าบางชนิดที่แต่ละประเทศอาจจะขอไว้ไม่ลดภาษีนำเข้า

(เรียกว่าสินค้าอ่อนไหว)...

Asean จะรวมตัวเป็น ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนและมีผลจริงๆจังๆ
ณ วันที่ 1 มกราคม 2558 ณ วันนั้นจะทำให้ภูมิภาคนี้เปลี่ยนไปอย่างมาก...อย่างที่คุณคิดไม่ถึงทีเดียว

AEC Blueprint (แบบพิมพ์เขียว) หรือแนวทางที่จะให้ AEC เป็นไปคือ
1. การเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน
2. การเป็นภูมิภาคที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูง
3. การเป็นภูมิภาคที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่เท่าเทียมกัน
4. การเป็นภูมิภาคที่มีการบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลก

โดยให้แต่ละประเทศใน AEC ให้มีจุดเด่นต่างๆดังนี้ 
  • พม่า : สาขาเกษตรและประมง
  • มาเลเซีย : สาขาผลิตภัณฑ์ยาง และสาขาสิ่งทอ
  • อินโดนีเซีย : สาขาภาพยนตร์และสาขาผลิตภัณฑ์ไม้
  • ฟิลิปปินส์ : สาขาอิเล็กทรอนิกส์
  • สิงคโปร์ : สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ และสาขาสุขภาพ
  • ไทย : สาขาการท่องเที่ยว และสาขาการบิน (ประเทศไทยอยู่ตรงกลาง ASEAN)

การเปลี่ยนแปลงที่จะเห็นได้ชัดๆใน AEC...
โดยอธิบายให้เห็นภาพเข้าใจง่ายๆ เช่น
  • การลงทุนจะเสรีมากๆ คือ ใครจะลงทุนที่ไหนก็ได้...
    ประเทศที่การศึกษาระบบดีๆ ก็จะมาเปิดโรงเรียนในบ้านเรา...
    อาจทำให้โรงเรียนแพงๆแต่คุณภาพไม่ดีลำบาก
  • ไทยจะเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว
    และการบินอย่างไม่ต้องสงสัย?
    เพราะว่าอยู่กลาง Asean และไทยอาจจะเด่นในเรื่อง...
    การจัดการประชุมต่างๆ เช่น การแสดงนิทรรศการ, ศูนย์กระจายสินค้า
    และยังเด่นเรื่องการคมนาคมอีกด้วย เนื่องจากอยู่ตรงกลางอาเซียน
    และการบริการด้านการแพทย์และสุขภาพจะเติบโตอย่างมากเช่นกัน
    เพราะ...จะผสมผสานส่งเสริมกันกับอุตสาหกรรรมการท่องเที่ยว
    (ค่าบริการทางการแพทย์ต่างชาติจะมีราคาสูงมาก)
  • การค้าขายจะขยายตัวอย่างน้อย 25%
    ในส่วนของอุตสาหกรรมบางอย่าง เช่น รถยนต์, การท่องเที่ยว, การคมนาคม,
    แต่อุตสาหกรรมที่น่าห่วงของไทยคือ ที่ใช้แรงงานเป็นหลัก เช่น ภาคการเกษตร,
    ก่อสร้าง, อุตสาหกรรรมสิ่งทอจะได้รับผลกระทบ เนื่องจากฐานการผลิตอาจย้ายไป
    ประเทศที่ผลิตสินค้าทดแทนได้เช่นอุตสาหกรรมสิ่งทอ โดยผู้ลงทุนอาจย้ายฐานการผลิต
    จากประเทศไทยไปยังประเทศที่มีค่าแรงถูกกว่า
    เนื่องด้วยบางธุรกิจไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะมากนัก..ค่าแรงจึงถูก

  • เรื่องภาษาอังกฤษจะเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก
    เนื่องจากจะมีคนอาเซียน เข้ามาอยู่ในไทยมากมายไปหมด...
    และมักจะพูดภาษาไทยไม่ค่อยได้ แต่จะใช้ภาษาอังกฤษ
    (AEC มีมาตรฐานแจ้งว่าจะใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางใน AEC)...
    บางทีเรานึกว่าคนไทยไปทักพูดคุยด้วย แต่เค้าพูดภาษาอังกฤษกลับมา...
    เราอาจเสียความมั่นใจได้ ส่วนสิ่งแวดล้อมนั้น ป้ายต่างๆ หนังสือพิมพ์,
    สื่อต่างๆ จะมีภาษาอังกฤษมากขึ้น (ให้ดูป้ายที่สนามบินสุวรรณภูมิเป็นตัวอย่าง)
    และจะมีโรงเรียนสอนภาษามากมาย...หลากหลายหลักสูตร
  • การค้าขายบริเวณชายแดนจะคึกคักอย่างมากมาย
    เนื่องจาก...ด่านศุลกากรชายแดนอาจมีบทบาทน้อยลงมาก...
    แต่จะมีปัญหาเรื่องยาเสพติด และปัญหาสังคมตามมาด้วย
  • เมืองไทยจะไม่ขาดแรงงานที่ไร้ฝีมืออีกต่อไป...
    เพราะแรงงานจะเคลื่อย้ายเสรี จะมี ชาวพม่า, ลาว, กัมพูชา...
    เข้ามาทำงานในไทยมากขึ้น แต่คนเหล่านี้ก็จะมาแย่งงานคนไทยบางส่วนด้วยเช่นกัน
    และยังมีปัญหาสังคม, อาชญากรรม จะเพิ่มขึ้นอีกด้วย อันนี้รัฐบาลควรระวัง!!!...
  • คนไทยที่ใช้ภาษาอังกฤษได้...
    บางส่วนจะสมองไหลไปทำงานเมืองนอก
    โดยเฉพาะอุตสาหกรรมซอร์ฟแวร์ (ที่จะให้สิงคโปร์เป็นหัวหอกหลัก) เพราะชาวไทยเก่ง...
    แต่ปัจจุบันได้ค่าแรงถูกมาก อันนี้สมองจะไหลไปสิงคโปร์เยอะมาก
    แต่พวกชาวต่างชาติก็จะมาทำงานในไทยมากขึ้นเช่นกัน...
    อาจมีชาว พม่า, กัมพูชา เก่งๆ มาทำงานกับเราก็ได้
    โดยจะใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลาง...
    บริษัท software ในไทยอาจต้องปรับค่าจ้างให้สู้กับ
    บริษัทต่างชาติให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะเกิดภาวะสมองไหล
  • อุตสาหกรรมโรงแรม, การท่องเที่ยว, ร้านอาหาร,
    รถเช่า บริเวณชายแดนจะคึกคักมากขึ้น
    เนื่องจากจะมีการสัญจรมากขึ้น และเมืองตามชายแดนจะพัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเป็นจุดขนส่ง
  • สาธารณูปโภคในประเทศไทย...
    หากเตรียมพร้อมไม่ดีอาจขาดแคลนได้...
    เช่น ชาวพม่า...มาคลอดลูกในไทย ก็ต้องใช้โรงพยาบาลในไทย เป็นต้น
  • กรุงเทพฯ จะแออัดอย่างหนัก...
    เนื่องจากมีตำแหน่งเป็นตรงกลางของอาเซียน และเป็นเมืองหลวงของไทย...
    โดยเมืองหลวงอาจมีสำนักงานของต่างชาติมาตั้งมากขึ้น...
    รถจะติดอย่างมาก...สนามบินสุวรรณภูมิจะแออัดมากขึ้น
    (ปัจจุบันมีโครงการที่จะขยายสนามบินแล้ว)
  • ไทยจะเป็นศูนย์กลางอาหารโลกในการผลิตอาหาร
    เพราะ knowhow ในไทยมีเยอะประสบการณ์สูง และบริษัทอาหารในไทยก็แข็งแกร่ง
    ประกอบทำเลที่ตั้งเหมาะสมอย่างมาก แม้จะให้พม่าเน้นการเกษตร...
    แต่ทางประเทศไทยเองคงไปลงทุนในพม่า เรื่องการเกษตรแล้วส่งออก
    ซึ่งก็ถือเป็นธุรกิจของคนไทยที่ชำนาญอยู่แล้ว
  • ปัญหาสังคมจะรุนแรงถ้าไม่ได้รับการวางแผนที่ดี
    เนื่องจาก...จะมีขยะจำนวนมากมากขึ้น, ปัญหาการแบ่งชนชั้น
    ถ้าคนไทยทำงานกับคนต่างชาติที่ด้อยกว่า...อาจมีการแบ่งชนชั้นกันได้,
    จะมีชุมชนสลัมเกิดขึ้น และอาจมี พม่าทาวน์, ลาวทาวน์, กัมพูชาทาวน์,...
    ปัญหาอาจญากรรมจะรุนแรง สถิติการก่ออาชญากรรมจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก...
    จากชนนั้นที่มีปัญหา, คนจะทำผิดกฎหมายมากขึ้นเนื่องจากไม่รู้กฎหมาย.
Rewrite by: ทอม ธนชน เหล่าบุญมี  https://www.facebook.com/inthailandmagazine?fref=ts

วันพฤหัสบดีที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2557

Impossible Stuff in Coal and Rock

Odd Things in Wrong Places
Every once in a while archaeologists (and sometimes regular Joes) make some remarkable discoveries. Stunned, they are often unable to explain what it is they’ve found, how it came into existence, or ascertain its value. This is a comprehensive list of such artifacts; artifacts that many believe should have never existed given the discerned age/period of their creation.
In June 1936 (or 1934 according to some accounts), Max Hahn and his wife Emma were on a walk when they noticed a rock with wood protruding from its core. They decided to take the oddity home and later cracked it open with a hammer and a chisel. Ironically, what they found within seemed to be an archaic hammer of sorts. A team of archaeologists checked it, and as it turns out, the rock encasing the hammer was dated back more than 400 million year; the hammer itself turned out to be more than 500 million years old. Additionally, a section of the handle has begun the transformation to coal.  The hammer’s head, made of more than 96% iron, is far more pure than anything nature could have achieved without an assist from modern technology.
 
 
As man digs and scrapes and drills into the mysterious earth, many surprising finds are made. It follows that mining and farming have been fruitful sources of curious finds in the past. We can feel strong regrets that as both occupations have become more and more mechanized, fewer and fewer finds of value for scientific study will occur. The following interesting items make two important points. If conventional dating is followed, ancient man seems to be far more ancient than he should be. In fact, he must have been thriving before he is supposed to have evolved. Second, ancient man was a very sophisticated person. There is no indication that his brain gradually evolved. Both of these conclusions, obviously, are completely opposite to evolutionary theory.

One of the most prodigious lava flow in the history of the world occurred in the Pacific Northwest. The lava spread over an estimated 200,000 square miles in depths up to 5,000 feet. In 1972, a competent geologist stated that the eruptions took place a mere fifteen million years ago. Much of Washington, Oregon, Idaho and portions of neighbouring states was covered. The immense age of the deposit "can easily be imagined by the fact that the Snake River has cut canyons through the deposit to depths of up to 3000 feet".
Still, there are several curious things about this lava flow. Many competent observers have commented on the remarkable freshness of the deposit, as though the eruptions took place in very recent times. A startling find was made in 1889 near Nampa, Idaho. While workers were boring an artesian well, a small figurine of baked clay was extracted from a depth of 320 feet. Above the figurine, the drill, inside a 6-inch tubing, had cut through fifteen feet of basalt lava and many other strata. The find has never been challenged except to say that it was impossible. The conclusion is unmistakable. Before the basalt flowed, sophisticated humans lived in the area (Velikovsky, 1955, p.87; Pensee , May 1972, 2:2, p.18). Ancient men lived in California. They worked the hardest stones, fabricated perfect granite mortars and dishes, used a circular, skillet-like vessel made of lava, hard as iron, which had three legs and a spout, made polished stone axes with perfect holes drilled in them for a handle, and fashioned ladles, disks or quoits. They were able to bore into the bowels of mountains for gold and silver
One ancient shaft was drilled 210 feet down into solid rock. An altar for worship was found there. Other finds include the following: a mortar for grinding gold ore at a depth of 300 feet in a mining tunnel, a mortar and pestle weighing 30 pounds, beads, perforated stones, a 40-pound oval granite dish. One human skull was found at a depth of 130 feet under five beds of lava and tufa separated by layers of gravel. Man came before the lava flowed, and deep canyons have been cut by rivers since the lava spread. An amazing number of stone relics have been found. The finding are almost always in gold-bearing rock or gravels (Victoria Institute , 1879, 15:193-198).
A California newspaper reported the find of an elaborately carved rock and other worked stones weighing up to 800 pounds which had been found in hydraulic operations hundreds of feet underground. The original site was an ancient river bed dated long before the last Ice Age (Edward, 1964, p.109).  Nothing describes what has been discovered in California quite as well as Job 28 (TEV). Similar locations have been studied in many parts of the world. Read this detailed and sophisticated memory of what mining in ancient times was like.
Far from where anyone lives or human feet ever travel, men dig the shafts of mines. There they work in loneliness, clinging to ropes in the pits. There are mines where silver is dug. There are places where gold is refined. Men dig iron out of the ground and melt copper out of the stones. Men explore the deepest darkness. They search the depths of the earth and dig for rocks in the darkness. Food grows out of the earth, but underneath the same earth all is torn up and crushed. The stones of the earth contain sapphires, and the dust contains gold. No hawk sees the roads to the mines, and no vulture ever flies over them. No lion or other fierce beast ever travels those lonely roads. Men dig the hardest rocks, dig mountains away at their base. As they tunnel through the rock, they discover precious stones. They dig to the sources of rivers and bring to light what is hidden. The value of wisdom is more than coral, or crystal, or rubies, or the finest topaz and the purest gold.
-- From the book of Job, chapter 28
In the museum at Moses Lake, Washington, are some very crude scrapers on exhibit which were found under a glacial morain. This would appear to date man in Washington to a time before the Pleistocene epoch, which scientists are reluctant to do. A similar discovery was made near Sudbury, Ontario, Canada. Crude choppers and scrapers of quartzite were found deep in the earth and had been tumbled and mixed in glacial till. Again this is evidence that man lived there before the glacial advance. Scientists do not want to put man in America that long ago (Folsom, 1971, p.70; p.184). Such finds are no problem for creationists who see no conflict for such finds within a biblical time framework.
A strange account comes from the little village of Plateau City, Colorado, a short distance east of Grand Junction. A resident was digging a cellar in 1936. At a depth of ten feet he found paved tile laid in some kind of mortar, different from any other construction in the valley. While the tiles are dated anywhere from 20,000 to 80,000 years old, they lie in a Miocene formation, which could make it up to 25,000,000 years old by conventional dating (Edward, 1962, p.100-101).
In 1871 near Chillicothe, Illinois, well drillers brought up a bronze coin from a depth of 114 feet. This remarkable discovery was described in the Proceedings of the American Philosophic Society. This is additional evidence that man had been present there. Rapid change of the terrain is also indicated (Edwards, 1962, p.101).
Heizer notes a number of impossibilities according to commonly accepted geological dating: a hyena tooth sawed by a flint before it became fossilized, cutting operations on the fossilized bone of an extinct rhinoceros and on other animals at a site near Paris, and evidence of the use of a sharp tool on the horn of fossilized rhino remains in Ireland. Under the surface of the North Sea the trunk of an oak was removed from a long submerged forest. The trunk showed the marks of a hatchet on it. (Heizer, 1962, p.107-114).
 Conventional theory has early hunters migrating from Asia to America. One of the best known early projectile points is the Folsom point, and the identical pattern is found both in China and over much of America. It is of particular interest that this point is dated as early as 10,000 B.C. in America, but no earlier than 2000 B.C. in China (Mertz, 1972, p.99). Theory, however, requires the points in China to be older.
Should "age" depend on where you find it?  
Stuff found in the Coal Deposits
It is said that coal is a by-product of decaying vegetation and that it takes from 30 to 300 million years for its natural production. Thus when "impossible" items like jewellery, a spoon, a metallic cube and other man-made objects are found in lumps of coal, we are inclined to perceive human history in a dramatically new light.
From time to time, unusual artifacts are found in strange places. Some of these items are "problematic" to the accepted teaching of the day for those who are indoctrinating students that the world is billions and billions of years old and the result of natural phenomenon . . .

For example, how do coal miners find man-made artifacts in coal veins buried deeply below the earth's surface?
There is a growing list of these items that made the news in their day, but then were put aside as unexplainable anomalies by those that is indoctrinating students that the world is billions and billions of years old.  When we put them all together, however, their existence challenges everything we thought we knew about the world and human history. There are many hard-line evolutionary fundamentalists who would like to sweep such things under the rug so they don't confuse their archaic belief systems.
Nevertheless, these things exist. We offer a list of the ones we presently know about. We are sure there are many others which we don't know about or have gone unreported.
The Morrisonville, Illinois Times, on June 11, 1891, said Mrs. S. W. Culp found a circular shaped eight-carat gold chain, about 10 inches long, embedded in a lump of coal after she broke it apart to put in her scuttle. The chain was described as "antique" and of "quaint workmanship." The story said only part of the chain was revealed when she first broke open the coal, and that the rest of the chain remained buried within the coal. The coal came from one of the southern Illinois mines.
Within the Creation Evidence Museum at Glen Rose, Texas, can be found a cast iron pot reportedly found in a large lump of coal in 1912 by a worker feeding coal into a local electric power plant. When he split open the coal the worker said the pot fell out, leaving its impression in the coal. The coal had been mined at Wilburton, Oklahoma. The bell and pot are strong evidence of the Genesis story of Tubal Cain, who forged metals prior to the flood.
Yet another story found in Epoch Times told of a Colorado rancher who in the 1800s broke open a lump of coal, dug from a vein some 300 feet in the earth, and found a "strange-looking iron thimble." The item was dubbed the "Thimble of Eve" by the media. Since its discovery, however, and due to mishandling by its owners, the iron corroded and disintegrated.

The Salzburg Cube is yet another ancient puzzle found by a worker named Reidl in an Austrian foundry in 1885. Like the others, this man broke open a block of coal and found a metal cube embedded inside.  The mining engineer wrote off the item as a meteorite, but more recent analysis shows that the object was a forged iron and obviously hand crafted. The item is not perfectly square, with slightly rounded sides on two ends. It measures only two and a half by one and four-fifth of an inch. There is an incision that runs around it horizontally, suggesting it may have been a machine part.
MAN-MADE BELL FOUND IN LUMP OF COAL
In 1944, as a ten year old boy, Newton Anderson dropped a lump of coal in his basement and found that it contained this bell inside. The bituminous coal that was mined near his house in Upshur County West Virginia is supposed to be about 300 million years old! What is a brass bell with an iron clapper doing in coal ascribed to the Carboniferous Period? According to Norm Sharbaugh’s book Ammunition (which includes several "coal anecdotes") the bell is an antediluvian artifact (made before the Genesis Flood). The Institute for Creation Research had the bell submitted to the lab at the University of Oklahoma. There a nuclear activation analysis revealed that the bell contains an unusual mix of metals, different from any known modern alloy production (including copper, zinc, tin, arsenic, iodine, and selenium). Genesis 4:22 states that Tubal-Cain was "an instructor of every artificer in brass and iron..." Perhaps when his civilization came to an end in the flood, this bell was buried with a mass of vegetation that became coal and ended up thousands of years later in Newt Anderson’s coal bin. The bell was prominently featured in the 1992 CBS docudrama production called Ancient Secrets of the Bible and is now part of the Genesis Park collection. For more detailed pictures of the bell and the demon-like figure on top.  A handful of other such accounts have been recorded, including the intricate gold chain found in coal (Sanderson, Ivan T., Uninvited Visitors, 1967, pp. 195-196.) and the cast iron pot found in a coal seam at the Municipal Electric Plant in Thomas, OK (now archived at Creation Evidence Museum).  CLICK HERE for more information on this remarkable find.
A large ceramic spoon or ladle was found in the ashes of a coal stove by a woman in Pennsylvania in 1937. The item was sent to The Smithsonian Institute for examination, and remained buried in the volumes of artifacts stored there until its existence was made public in 1976.
Workers in stone quarries also have found impossible objects.
It is said that in 1844, quarry workers at Rutherford Mills, England, found a piece of gold thread embedded in rock about eight feet in the ground.
The London Times in 1851 reported that Hiram DeWitt, of Springfield, Mass, brought a piece of quartz home from a trip to California. When the stone was accidentally dropped it split open and inside was a cut-iron six-penny nail. The nail was described as perfectly straight and with its head still intact.
A British publication of 1845-51 contained a report by Sir David Brewster that a nail was found in a block of stone from the Kingoodie Quarry, North Britain. The head of the nail was exposed but an inch of it was embedded in the stone.
The oxidized remains of a tapered, threaded iron screw was found in a piece of feldspar removed from a mine near Treasure City, Nevada, in 1869.
Then there was a "mystery object of exquisite workmanship" found by workers in solid pudding stone, about 15 feet in the ground, at Dorchester, Mass. A story in the June, 1851 edition of Scientific American said the artifact was a "bell-shaped vessel" four and a half inches high, six and a half inches wide at the base, and two and a half inches wide at the top. The sides are inlaid with images of flowers, fines or a wreath. The object appears to be a composition of metals, and inlaid with silver.
It seems that everywhere we look, we find things that contradict the "scientific orthodoxy" of today.  But the scientific establishment will never, ever acknowledge or admit to these artefacts as being authentic.  To do so would be to admit that they are completely wrong about our origins and thus all of the text books used to indoctrinate our children with.  This is unacceptable to them, so we will never expect them to do so.  Only the return of the Lord Jesus Christ will cause them to admit to the truth.  But the Bible says they will mourn when this happens:
"At that time the sign of the Son of Man will appear in the sky, and all the nations of the earth will mourn. They will see the Son of Man coming on the clouds of the sky, with power and great glory."  --Matthew 24:30

CREDIT : 6000years.org

The Secred of Third-Eye

Credit: Before It's News

The third eye (also known as the inner eye) is a mystical and esoteric concept referring to a speculative invisible eye which provides perception beyond ordinary sight. In certain dharmic spiritual traditions such as Hinduism, the third eye refers to the ajna, or brow, chakra. In Theosophy it is related to the pineal gland. The third eye refers to the gate that leads to inner realms and spaces of higher consciousness. 
In New Age spirituality, the third eye often symbolizes a state of enlightenment or the evocation of mental images having deeply personal spiritual or psychological significance. The third eye is often associated with religious visions, clairvoyance, the ability to observe chakras and auras, precognition, and out-of-body experiences. People who are claimed to have the capacity to utilize their third eyes are sometimes known as seers.



The pineal gland (also called the pineal body, epiphysis cerebri, epiphysis, conarium or the “third eye”) is a small endocrine gland in the vertebrate brain. It produces the serotonin derivative melatonin, a hormone that affects the modulation of wake/sleep patterns and seasonal functions. Its shape resembles a tiny pine cone (hence its name), and it is located near the center of the brain, between the two hemispheres, tucked in a groove where the two rounded thalamic bodies join.
B4INREMOTE-aHR0cDovLzIuYnAuYmxvZ3Nwb3QuY29tLy1ULVpwUE1wTjZfMC9VUUFxYzdyMWZoSS9BQUFBQUFBQVBmQS9XeHRwR3pkOUxncy9zNjQwL3RoaXJkK2V5ZSsyLmpwZw==
The Eye of Horus is an ancient Egyptian symbol of protection, royal power and good health. The eye is personified in the goddess Wadjet (also written as Wedjat, or “Udjat”, Uadjet, Wedjoyet, Edjo or Uto). It is also known as ”The Eye of Ra”. 
The name Wadjet is derived from “wadj” meaning “green”, hence “the green one”, and was known to the Greeks and Romans as “uraeus” from the Egyptian “iaret” meaning “risen one” from the image of a cobra rising up in protection. Wadjet was one of the earliest of Egyptian deities who later became associated with other goddesses such as Bast, Sekhmet, Mut, and Hathor. She was the tutelary deity of Lower Egypt and the major Delta shrine the “per-nu” was under her protection.  Hathor is also depicted with this eye. 
File:Eye of Horus bw.svg

Horus was the ancient Egyptian sky god who was usually depicted as a falcon, most likely a lanner or peregrine falcon. His right eye was associated with the sun Ra. The eye symbol represents the marking around the eye of the falcon, including the “teardrop” marking sometimes found below the eye. 
Horus was the ancient Egyptian sky god who was usually depicted as a falcon, most likely a lanner or peregrine falcon. His right eye was associated with the sun Ra. The eye symbol represents the marking around the eye of the falcon, including the “teardrop” marking sometimes found below the eye. The
In one myth, when Set and Horus were fighting for the throne after Osiris’s death, Set gouged out Horus’s left eye. The majority of the eye was restored by either Hathor or Thoth (with the last portion possibly being supplied magically). When Horus’s eye was recovered, he offered it to his father, Osiris, in hopes of restoring his life. Hence, the eye of Horus was often used to symbolise sacrifice, healing, restoration, and protection 
There are seven different hieroglyphs used to represent the eye, most commonly “ir.t” in Egyptian, which also has the meaning “to make or do” or “one who does”.[5] In Egyptian myth the eye was not the passive organ of sight but more an agent of action, protection or wrath. 
Mathematics 
In Ancient Egyptian most fractions were written as the sum of two or more unit fractions (a fraction with 1 as the numerator), with scribes possessing tables of answers (see Rhind Mathematical Papyrus 2/n table). Thus instead of 3/4, one would write 1/2 + 1/4.


File:Eye of Horus square.png
Arithmetic values represented by parts of the Eye of Horu 
Fractions drawn as portions of a square. 
Further information: Egyptian fraction and 1/2 + 1/4 + 1/8 + 1/16 + · · · 
Different part of the Eye of Horus were used by the ancient Egyptians to represent one divided by the first six powers of two:[13] 
The right side of the eye = 1/2 
The pupil = 1/4 
The eyebrow = 1/8 
The left side of the eye = 1/16 
The curved tail = 1/32 
The teardrop = 1/64 
The Rhind Mathematical Papyrus contains tables of ‘Horus Eye Fractions’. 
In one myth, when Set and Horus were fighting for the throne after Osiris’s death, Set gouged out Horus’s left eye. The majority of the eye was restored by either Hathor or Thoth (with the last portion possibly being supplied magically). When Horus’s eye was recovered, he offered it to his father, Osiris, in hopes of restoring his life. Hence, the eye of Horus was often used to symbolise sacrifice, healing, restoration, and protection
File:Wedjat (Udjat) Eye of Horus pendant.jpg
An interpretation of the Milky Way was that it was the primal snake, Wadjet, the protector of Egypt. In this interpretation she was closely associated with Hathor and other early deities among the various aspects of the great mother goddess, including Mut and Naunet. The association with Hathor brought her son Horus into association also. The cult of Ra absorbed most of Horus’s traits and included the protective eye of Wadjet that had shown her association with Hathor.
When identified as the protector of Ra, who was also a sun deity associated with heat and fire, she was sometimes said to be able to send fire onto those who might attack, just as the cobra spits poison into the eyes of its enemies.  In this role she was called the Lady of Flame.
Wadjet as Wadjet-Bast, depicted as the body of a woman with a lioness head, wearing the uraeus
She later became identified with the war goddess of Lower Egypt, Bast, who acted as another figure symbolic of the nation, consequently becoming Wadjet-Bast. In this role, since Bast was a lioness, Wadjet-Bast was often depicted with a lioness head.
After Lower Egypt had been conquered by Upper Egypt and they were unified, the lioness goddess of Upper Egypt, Sekhmet, was seen as the more powerful of the two warrior goddesses. It was Sekhmet who was seen as the Avenger of Wrongs, and the Scarlet Lady, a reference to blood, as the one with bloodlust. She is depicted with the solar disk and Wadjet, however.
Eventually, Wadjet’s position as patron led to her being identified as the more powerful goddess Mut, whose cult had come to the fore in conjunction with rise of the cult of Amun, and eventually being absorbed into her as the Mut-Wadjet-Bast triad.
When the pairing of deities occurred in later Egyptian myths, since she was linked to the land, after the unification of Lower and Upper Egypt she came to be thought of as the wife of Hapy, a deity of the Nile, which flowed through the land.
Wadjet is not to be confused with the Egyptian demon Apep, who is also represented as a snake in Egyptian mythology.
Other Traditions 
In some traditions as Hinduism the third eye is supposedly located around the middle of the forehead, slightly above the junction of the eyebrows. In other traditions, as in Theosophy, it is believed to be connected with the pineal gland. According to this theory, humans had in far ancient times an actual third eye in the back of the head with a physical and spiritual function. Over time, as humanity became more physical and less spiritual, this eye atrophied and sunk into what today is known as the pineal gland.

A Cambodian Shiva head showing a third eye.
File:Shiva Musée Guimet 22971.jpg

In Hinduism
Hindu tradition associates the third eye with the sahasrara, or crown, chakra. However, in the Tantra yoga system it is associated with the sound Om, and is known as the Ajna chakra. In Tantra, the crown is believed to be the Shivatic lotus of ten thousand petals.
In Taoism
In Taoism and many traditional Chinese religious sects such as Chan (a cousin to the Zen school), “third eye training” involves focusing attention on the point between the eyebrows with the eyes closed, and while the body is in various qigong postures. The goal of this training is to allow students to tune in to the correct “vibration” of the universe and gain a solid foundation on which to reach more advanced meditation levels.
Taoism teaches that the third eye, also called the mind’s eye, is situated between the two physical eyes, and expands up to the middle of the forehead when opened. Taoism claims that the third eye is one of the main energy centers of the body located at the sixth chakra, forming a part of the main meridian, the line separating left and right hemispheres of the body.
In Christianity
According to the teaching of Father Richard Rohr, the concept of the third eye is a metaphor for non-dualistic thinking; the way the mystics see. In Rhohr’s concept, mystics employ the first eye (sensory input such as sight) and the second eye (the eye of reason, meditation, and reflection), “but they know not to confuse knowledge with depth, or mere correct information with the transformation of consciousness itself. The mystical gaze builds upon the first two eyes—and yet goes further.”
“It happens whenever, by some wondrous “coincidence,” our heart space, our mind space, and our body awareness are all simultaneously open and nonresistant. I like to call it presence. It is experienced as a moment of deep inner connection, and it always pulls you, intensely satisfied, into the naked and undefended now, which can involve both profound joy and profound sadness at the very same time.” Rohr refers to this level of awareness as “having the mind of Christ”.
In Neo-Gnosticism
According to the neo-gnostic teachings of Samael Aun Weor, the third eye is referenced symbolically and functionally several times in the Book of Revelation 3:7-13, a work which, as a whole, he believes describes Kundalini and its progression upwards through three and a half turns and seven chakras. This interpretation equates the third eye with the sixth of the seven churches of Asia detailed therein, the Church of Philadelphia. 
In Theosophy 

Adherents of Theosophy H.P. Blavatsky and Rick Strassman, have suggested that the third eye is in fact the partially dormant pineal gland, which resides between the two hemispheres of the brain. Various types of lower vertebrates, such as reptiles and amphibians, can actually sense light via a third parietal eye—a structure associated with the pineal gland—which serves to regulate their circadian rhythms, and for navigation, as it can sense the polarization of light. 
C.W. Leadbeater claimed that by extending an “etheric tube” from the third eye, it is possible to develop microscopic and telescopic vision.[4] It has been asserted by Stephen Phillips that the third eye’s microscopic vision is capable of observing objects as small as quarks. 
In Rosicrucianism 
According to Max Heindel’s Rosicrucian writings, called Western Wisdom Teachings, the third eye is localized in the pituitary body and the pineal gland. It was said that in the far past, when man was in touch with the inner worlds, these organs were his means of ingress thereto. 
Other interpretations 
The third eye is used in many meditation schools and arts, such as in yoga, qigong, Aikido. 
In the esoteric discipline of Kabbalah, the Ajna chakra is attributed to the sphere of Chokmah, or Wisdom, although others regard the third eye as corresponding to the non-emanated sephirah of da’ath (knowledge).


วันจันทร์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2557

คำสบถในภาษาอังกฤษ (1)

คำสบถในภาษาอังกฤษ (1)


ถ้าหากท่านชอบดูหนัง Hollywood ท่านอาจจะต้องเคยได้ยินคำสบถในภาษาอังกฤษมาบ้างไม่มากก็น้อยนะครับ blog นี้ ผมจะนำคำศัพท์ที่ฝรั่งเขามักจะใช้ด่ากันมาแนะนำครับ ถ้าอายุไม่ถึง 18 ควรได้รับคำแน่นำจากผู้ปกครองนะครับ ฮา
*******************************************
ทุกคำต่อไปนี้เป็นคำที่ผมได้ยินเป็นประจำ (ในหนัง) ในชีวิตจริงถือว่าหยายคายมากนะครับ ไม่ควรนำไปใช้ แต่รู้ว่าใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม ใช่ไหมครับ :):):) (เผื่อมีใครด่าเรามาจะได้ตอบโต้ถูกนะครับ)
*********************************************
1) bastard แปลตามตัวว่า หมาตัวผู้ เป็นคำที่ใช้ด่าผู้ชายครับ น่าจะแปลว่า ไอ้ชั่ว ไอ้เลว ไอ้สารเลวครับ
You are such a bastard. You boned me last night and now you want to dump me.
ไอ้ชั่ว แกฟันฉันเมื่อคืนนี้ และตอนนี้แกจะทิ้งฉันงั้นหรือ
******************************************
2) son of a bitch แปลตามตัวว่า ลูกชายของหมาตัวเมีย เป็นคำด่าผู้ชายที่แรงเหมือนกันครับ คล้ายๆ bastard แต่ผมว่าแรงกว่า
You son of a bitch. After what you have done to me, I will hunt you down and kill you.
ไอ้ชั่ว จากสิ่งที่แกทำกับฉัน ฉันจะตามไปล่าแกและฆ่าแกให้จงได้
*********************************************
3) jerk, prick, dick น่าจะแปลว่า ไอ้ห่าครับ แต่ถ้าแปลตามตัว จะหมายถึง ผู้ชายที่เห็นแก่ตัว ไม่มีความรู้สึก หยิ่งยะโส จิตใจด้านชา
He is such a jerk for leaving me in the middle of nowhere.
มันเป็นคนใจคำเหลือเกิน มันทิ้งฉันไว้ที่ไหนก็ไม่รู้เนี่ย
*********************************************
4) asshole, ass แปลตามตัวว่า รูตูด แต่มักจะใช้เป็นคำด่าครับ มีความหมายคล้ายคำว่า jerk แต่แรงกว่า
Jim turns out to be such an asshole. He cheated on me and lied to me about everything.
จิมเป็นคนที่แย่มากๆ มันนอกใจฉัน และหลอกฉันอย่างนั้น อย่างนี้
*********************************************
5) douchebag ได้ยินบ่อยจริงๆ คำนี้ มีความหมายรุนแรงยิ่งกว่า asshole ครับ อ่านว่า ดูช-แบก ถ้าจะแปลเป็นไทยน่าจะแปลว่า ไอ้ชั่ว ไอ้สารเลว ไอ้สัตว์
John is a douchebag; he treats me like shit.
จอห์นมันเลวมาก มันทำกับฉันอย่างกะตัวอะไรก็ไม่รู้
**********************************************
6) fuckup, motherfucker คำนี้แรงมากที่สุดครับ คิดว่าคงไม่ต้องแปลตามตัวแล้วนะครับ น่าจะทราบกันดี แต่ถ้าจะเทียบเคียงกับคำสบถไทย น่าจะแปลว่า "ไอ้เชี่ย" ครับ
You motherfucker, how could you do this to my daughter? I will press charges against you.
ไอ้เชี่ย มึงทำอย่างนี้กับลูกสาวกูได้อย่างไร กูจะเอาเรื่องมึง
********************************************
7) moron, dumbass, idiot คำกลุ่มนี้แปลว่า ไอ้งั่งหรือไอ้ควายนั่นเองครับ
Don't be a moron!! You know that she doesn't love you anyway.
อย่าโง่ไปหน่อยเลยน่า หล่อนไม่ได้รับมึงหรอก
You moron, the mistake you have made is irreparable.
ไอ้ควายเอ้ย ความผิดพลาดที่มึงก่อไว้เนี่ย มันแก้ไขไม่ได้แล้ว
*********************************************
8) loser แปลว่า ไอ้คนขี้แพ้ครับ
I am not a loser; I am just not ready for this
ผมไม่ได้ขี้แพ้นะครับ แต่ผมไม่พร้อมจริงๆ
********************************************
9) piece of shit ก็สามารถใช้เป็นคำด่าได้เหมือนกันครับ หมายถึง ไอ้คนไร้ค่า ไอ้คนสกปรก โสมม เศษเดนสังคม ชาติชั่ว เหมือนกับคำว่า scumbag และ slimebag
I am just a piece of shit. Noone cares about me!!
ผมมันไร้ค่า ไม่มีใครรักผม
You scumbag, I will make sure that you go to jail in no time.
ไอ้ชาติชั่ว มึงจะเข้าคุกอย่างแน่นอน
****************************************
10) crazy fuck แปลว่า ไอ้บ้า ไอ้โรคจิต เหมือนคำว่า pscho หรือ crazy piece of shit, sick fuck, sicko, pervert
You crazy fuck, if you come near me, I will scream.
ไอ้โรคจิต อย่าเข้ามานะ ไม่งั้นฉันจะร้องนะ
You sicko, leave the child alone or I will report this to the cop.
ไอ้โรคจิต ปล่อยเด็กเดี๋ยวนี้นะ ไม่งั้นผมจะแจ้งความ
You pervert, I know you have been stalking me.
ไอ้จิตวิปริต แกตามฉันมาใช่ไหมเนี่ย

Source : http://www.oknation.net/blog/print.php?id=555519

วันจันทร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2557

ประสบการณ์ - เมื่อรูปถ่ายของเราถูกขโมยไปใช้ (ละเมิดลิขสิทธิ์)

Google+

ประสบการณ์ - เมื่อรูปถ่ายของเราถูกขโมยไปใช้ (ละเมิดลิขสิทธิ์) 
:: ประสบการณ์ ::
เมื่อรูปถ่ายของเราถูกขโมยไปใช้
(ละเมิดลิขสิทธิ์/นำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต)



จริงๆ โพสต์เรื่องนี้ไว้ในห้อง Blueplanet ก่อนแล้ว
(original post : http://www.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E9102223/E9102223.html )
แต่มีน้องที่รู้จักที่เล่นอยู่ห้องกล้องแนะนำให้นำกระทู้มาโพสต์ที่นี่ด้วย
เพราะกระทู้น่าจะเกี่ยวข้องกับคนห้องกล้องมากกว่า
แต่ไม่รู้ว่าจะเป็นการสอนจระเข้ว่ายน้ำหรือเปล่านะคะ

เพราะสมาชิกห้องกล้องส่วนใหญ่มีแต่ฝีมือเทพเก่งๆ ทั้งนั้น
น่าจะเคยผ่านประสบการณ์การถูกละเมิดลิขสิทธิ์มากันแล้วพอสมควร
เท่าที่เคยทราบและผ่านตาก็คือเรื่องของคุณพาย หรือ Mr.Pie นั่นเอง

แต่ยังไงก็ถือว่าเป็นการเขียนเพื่อเล่าสู่กันฟังละกันนะคะ
ไปติดตามเรื่องราวกันเลยดีกว่าค่ะ

หมายเหตุ
เนื่องจากเรื่องนี้ผ่านขั้นตอนการเจรจาตกลงกับบริษัทผู้ละเมิดแล้ว
เราจึงขออนุญาตไม่กล่าวถึงชื่อรายการและบริษัทต้นสังกัดดังกล่าว
เพราะจุดประสงค์ที่มาเขียนเรื่องนี้ก็เพื่อแบ่งปันประสบการณ์และขั้นตอนการเจรจาเท่านั้น
แล้วก็ขออนุญาตไม่ตอบหลังบ้านด้วยนะคะ
ขอบคุณค่ะ

แก้ไขเมื่อ 09 เม.ย. 53 23:37:22
จากคุณ: หมูอ้วนจ้ำม่ำ   
เขียนเมื่อ: 9 เม.ย. 53 23:15:50