วันอังคารที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2554

พนังกันน้ำ เอาน้ำท่วมอยู่ไหม?





เครดิตคุณ แมวเหมียวพุงป่อง ครับ

1. พนังดิน ที่สร้างขึ้นชั่วคราว ไม่มีทางกันน้ำอยู่
เพราะน้ำ เมื่อถูกกั้นไว้ จะซึมลงใต้ดิน ด้วยแรงกดจากน้ำข้างบน

น้ำข้างบน ที่ท่วมสูง 2 เมตร มีแรงกดเท่ากับ 2 ตัน ต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร

ถ้ากางแขนออกสุด หมุนตัวเป็นวงกลม .. พื้นที่ที่ปลายแขนคลุม คือ ประมาณ 3 ตารางเมตร

น้ำหนักน้ำที่ท่วม ในพื้นที่นั้น คือ 6 ตัน .. หรือ ประมาณรถเก๋ง 4 คัน

2. น้ำที่ถูกอัดลงใต้ดิน ไหลลงไปลึกๆ ก็จะเจอน้ำที่ีถูกอัดอยู่แล้ว ลงไปต่อไม่ได้
ไหลย้อนกลับไปทางน้ำที่สูงกว่าก็ไม่ได้

ไหลไปได้ทางเดียว คือ ลอดใต้พนังกันน้ำ

ไม่ได้ไหลไปเอื่อยๆเฉยๆ
แต่พาแรงอัด 2 ตัน ต่อตารางเมตรไปด้วย

พาไปอัดกับดินที่อยู่ใต้พนังกันน้ำ

ดินที่อยู่ใต้พนังกั้นน้ำ .. ลึกลงไปซัก 2-3 เมตร
โดนน้ำเข้า  ก็กลายเป็นดินเหลวๆ .. ดินโคลน

พร้อมที่จะไหลไปจากที่มันเคยอยู่
พร้อมที่จะไหลไป โดยไม่ใส่ใจพนังกั้นน้ำด้านบน

พนัง .. จึงพร้อมที่จะยุบถล่มลงมา


กำแพงบ้าน, กำแพงรั้ว
ประตูกันน้ำ, บานกันน้ำ ฯลฯ ก็เช่นกัน

น้ำ มุดลอดมาทางน้ำใต้ผิวดินได้
และไปโผล่ที่ในพื้นบ้านได้ .. สบายๆ

3. แรงดันน้ำไหล ..

น้ำที่ไหล มี "แรงอัด" เข้ากับสิ่งที่ขวางมัน

น้ำที่ไหลเอื่อยๆ .. ประมาณคนเดิน (5-6 กม/ชม)

มีแรงอัดประมาณ 300 กิโลกรัมต่อตารางเมตร

ถ้าไหลเร็วขึ้นเท่าตัว .. ประมาณคนวิ่งเหยาะๆ
แรงอัด เพิ่มขึ้น 4 เท่า .. เป็น 1,200 กิโลกรัม/ตร.เมตร

แท่งคอนกรีต (barrier) .. ถ้าวางขวางทางไหลน้ำ กว้าง 2 เมตร, สูง 1 เมตร
จะโดนน้ำที่ไหลเร็วๆ .. ดันด้วยแรง 1,200  x 2 x 1 หรือ 2,400 กิโลกรัม

เจ้าแท่ง barrier นี่ มันหนักเท่าไหร่หว่า???

-------------------


"ประสบการณ์จากน้ำท่วม ผมรวบรวมสิ่งที่เรียนรู้ จากน้ำท่วมครั้งนี้ มาบอกกล่าวครับ
1. อย่าเสียเวลากับการป้องกัน หากบริเวณบ้านของท่านอยู่ในพื้นที่เสี่ยง แต่ทางการประกาศว่าระดับน้ำอาจสูงถึง 1.5 เมตร อย่าได้เสียเวลากับการป้องกันเลยครับ ระดับน้ำที่มาถึงบ้านท่าน รับรองว่าจะต่ำกว่าหรืออาจจะสูงกว่าที่ทางการประเมิน

2. กระสอบทราบเป็นแค่เครื่องมือชะลอ กระสอบทรายมิใช้แก้วสารพัดนึกครับ มันไม่สามารถกั้นน้ำได้ 100 % แค่ทำให้น้ำรั่ว หรือซึมเข้ามาได้บ้าง ท่านต้องมีการดูดออกด้วย

3. การวางกระสอบทราย เรามิใช่มืออาชีย การจัดเรียงกระสอบทราย ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญจริงๆๆ ผมกับเพื่อบ้าน หมดค่ากระสอบทรายไป 50,000 บาท สุดท้าย ก้อ ละลายน้ำ

4. อย่าได้เชื่อโครงการ อันนี้มิได้ต่อว่าโครงการนะครับ เพียงแค่ว่าเขาประเมินสถานการณ์ต่ำไป โครงการผมลงทุนน่าจะเป็นล้าน ตั้งคันดิน กระสอบทรายน่าจะกว่า 30,000 ใบ คันสูง 1.5 เมตร เครื่องสูบน้ำออกแบบตัวใหญ่ๆๆกว่า 3 ตัว

5. สิ่งที่เห็นอาจไม่ใช่ สิ่งที่ใช่ อาจไม่เห็น น้ำมิได้โจมตีจะภาคพื้นดินหรอกครับ มันมาจากใต้ดิน มันมุดกำแพงเข้ามา บางครั้งมันโพร่งให้เห็น แต่หากมันไม่โพร่งให้เห็น มันจะซึมลงท่อน้ำทิ้งของโครงการ เนื่องจากท่อน้ำทิ้งที่วางแนวไว้ นานเข้าจะเกิดการทรุดตัว แครก แตก ทำให้น้ำซึมเข้ามา จนกระทั้งเต็มท่อ โครงการมัวแต่อุดท่อที่ต่อกับภายนอก และ ไม่เห็นว่าท่อข้างในมีการรั่วซึม

6. การอุดท่อระบายน้ำเข้าบ้าน มิใช่การป้องกัน ทุกสำนักจะบอกว่า ต้องอุดท่อระบายน้ำ ลองอ่านจากข้อสองครับ เราอาจจะรู้สึกว่าแน่นดี เอาอยู่ น้ำไม่ผ่าน แต่ที่จริง กระสอบทรายแค่ชะลอ ทำให้น้ำผ่านยากขึ้น และที่สำคัญ พวกบ้านเดียว มีพื้นที่สวน ใต้บ้านของท่านล้วนแล้วแต่เป็นโพรง น้ำจะแทรกตัวลงไปจนแน่นโพรงใต้พื้น แล้วจะผุดออกมาตามรอยแตกของบ้าน บางครั้งอาจจะดันกระเบื้องเข้าบ้านได้ แต่เหตุกาาณืนี้เกิดได้ค่อนข้างยาก

7. ห้องน้ำคือจุดอ่อนที่สุด เมื่อน้ำเต็มท่อระบาย จะหาทางออกมาทั้งน้ำทิ้งทางพื้นที่เรียกว่า Floor Drain รวมถึงชักโครก ซึ่งท่านไม่สามารถจะอุดได้ หากจะอุดจริง ๆ ต้องถอดหัวชักโครกแล้วโบกปูน

8. อย่ามัวสาระวนกันการป้องกัน เมื่อน้ำบุกเข้ามาได้ ท่านจะพยายามลากกระสอบทรายมาปิด มาอุด ซึ่งไร้ประโยชน์ เอาเวลาไปตรวจสอบว่า เรามีอะไรยังไม่ได้ยกขึ้นที่สูงอีกบ้าง

9. ไม่ต้องสะสมเสบียง เพราะหากปริมาณน้ำขนาดนี้ ท่านถูกตัดไฟแน่นอน แล้วจะอยู่อย่างๆไร ผมสะสมเสบียงอยู่ได้เกือบ 3 เดือน จบข่าวตั้งแต่วันแรกแล้ว

10. ก่อปูนเป็นทางออกที่เกือบใช่ แต่.... ไปดูข้อเจ็ดครับ หากท่านมั่นใจว่าสามารถสร้างระบบปิดในตัวบ้านท่านได้ ก็จงทำเถิด แต่หากไม่ใช่ อย่าเสียเวลา

11. ระดับความสูง หากท่านเห็นน้ำขนาดนี้มาอีก ของที่ยกได้ ข้อให้ระดับไม่น้อยกว่า 1.5 เมตร หากจะเทินของก็ให้มั่นใจว่ากว่า บ้านผมสูงจากถนน 30 เซ็น ก่อปูนอีก ประมาณ 70 เซน สุดท้าย ไม่รอด

12. เก็บของสำคัญพร้อมหนี อย่ามั่วเสียเวลาในการป้องกัน จัดกระเป๋าสำรองอีกใบ เพราะเวลาคับขันแน่นมาก ท่านจะเก็บไม่ทัน ลืมโน่นลืมนี่

13. หากท่านผ่อนบ้าน จะถูกบังคับทำประกัน จงกลับไปอ่านอนุสัญญา บางบริษัทจะครอบคลุมน้ำท่วม หรือภัยที่มาจากน้ำ ท่านอาจจะได้เงินคมาจากการซ่อมบ้าน

14. บทสรุปครับ มีมากเจ็บมาก มีน้อย เจ็บน้อย เท่าที่คิดได้ครับ ใครมีอะไร สนับสนับสนุนได้ครับ ฝากไว้สำหรับคนที่กำลังจะวางแผน แต่ย้ำว่า สำหรับคนที่อยู่ในพื้นที่ที่ระดับน้ำสูงมากๆๆ หากท่านท่วมแค่ 30 - 50 เซน ก็ป้องกันเถอะครับ
CR : สุเทพ เตมานุวัตร์"

วันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2554

วิเคราะห์สถานการณ์น้ำท่วม 10 ต.ค. 54



รศ.เสรี ศุภราทิตย์ ม.รังสิต ยัน การใช้เรือดันน้ำ มีประโยชน์เฉพาะแม่น้ำแคบ ๆ อย่างแม่น้ำท่าจีน
และคาดการพื้นที่น้ำ่ท่วมบริเวณกรุงเทพและปริมณฑล
รายการสถานีประชาชน Thai PBS 10 ต.ค. 54 15.30 น.


วันพุธที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2554

คลิปสรยุทธ์ เจาะข่าวเด่น ตอนแบบจำลองน้ำท่วม แม่นจนขนลุก


ออกอากาศ 20 ธ.ค. 2010 มาเร็วกว่าที่พยากรณ์ไว้

วันอังคารที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2554

น้ำทะลักท่วมวัดไชยวัฒนาราม แหล่งโบราณสถานสำคัญ เขตมรดกโลก อยุธยา !!!


น้ำทะลัก ท่วมวัดไชยวัฒนาราม แหล่งโบราณสถานสำคัญ เขตมรดกโลก อยุธยา !!!

วันพุธที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2554

Strange and mysterious sounds from the earth


               หลังจาก Post เรื่องเสียงกึกก้องกัมปนาทของพื้นพิภพได้ไม่นาน ผมได้ลองค้นหาคำอธิบายต่างๆ จนเจอ Post อันนี้เข้า เป็นงานวิจัยที่ดีมากชิ้นหนึ่ง ซึ่งบอกว่าพื้นพิภพที่เราเกาะอาศัยเขาอยู่นี้ ส่งเสียงอยู่เป็นประจำ บางเสียงฟังดูคล้ายกับเสียงกัมปนาทที่พูดถึงกันเมื่อไม่นานมานี้ .....


POSTEN ON 22 AUGUST 2008
Thanks to Noise Addicts

If you listen closely, you’ll find that the earth is full of sounds.  Some are things that you hear every day, some are truly remarkable and some sounds hail from origins completely unknown.  What follows here is a list of “sonic mysteries” for your pleasure – many of them include audio.

1. The Bloop

At various times during the summer of 1997, an ultra-low frequency sound that rose rapidly in frequency over about one minute was detected at 50 degrees S, 100 degrees W.   The sound was detected by the US National Oceanic and Atmospheric Administration with the Equatorial Pacific Ocean autonomous hydrophone array (which was U.S. Navy equipment originally designed to detect Soviet submarines), and was loud enough to be heard on multiple sensors, up to 5000km apart.  Scientists dubbed it the “Bloop” (not to be confused with the “Boing “.)
Although the sound matches the profile of a living animal, it is much louder than any known creature can produce.  Any creature that could produce such a sound would have to be many times larger than the largest whale.
You can hear a very short recording of the sound here .  The recording is short because it’s been sped up 16x to make it audible to you and I.
Some people link the Bloop to Cthulhu , a mythical creature from an H.P. Lovecraft story as the noise originated from an area near the mythical sunken city of R’lyeh from the same story.
The Bloop also makes an appearance in the game promoting the movie Cloverfield, and was also seen in the movie “The Loch”, coming from a giant eel.
A 2001 album by Dntel (“Life is full of possibilities “) uses the bloop as a repeating sample through the piece.
The actual origination of the sound is not known and remains a mystery to this day although it is suspected to be biological in origin.

2. The Hum

The hum is the name of a phenomenon that is generally given to mysterious low frequency humming or rumbling.  It is typically heard by many people at a time (but not others), and can come and go or it can be constant.  There are many famous Hums, most notably the Taos Hum and the Bristol Hum.
The Hum is usually difficult to record, and it’s often difficult to localize the source of the hum (perhaps due to the low frequency, as low frequency sounds are harder to localize).
Hums have been detected (or reported) all over the world, but most appear in Europe and South America.  The Hum is more often heard indoors, and some people hear it more faintly than others.  Here is a recording of the Auckland Hum.
The Taos Hum has been featured on the X-Files and Unsolved Mysteries.  The source of some Hums have been identified – for example, a pair of fans in a cooling tower at a DaimlerChrysler casting plant was emitting a 36 Hz tone that caused a Hum over the entire city of Kokomo, Indiana.  Other Hums remain a mystery.  Some possible explanations Include geological events, pulsed microwaves and electromagnetic waves from meteors.  Tinnitus might explain some cases as well.
A creditable scientific hypothesis from 2005 suggests the Hum is caused by the tensor tympani muscle (a muscle in the inner ear) trembling in the eardrums of individuals. on the eardrums of affected individuals by the tensor tympani muscle trembling.  There is a website by the “Interest Group for Research of the Hum Nuisance” (unfortunately in German) describing this theory.

3.The Hell Hole

(You can decide for yourself on this one…) More than forty years ago, researchers in the Soviet Union began an ambitious drilling project whose goal was to penetrate the Earth’s upper crust and sample the warm, mysterious area where the crust and mantle intermingle– the Mohorovičić discontinuity, or “Moho.”
This type of drilling was completely new and the technology didn’t exist to go that deep, so the Russians had to invent a completely new way of drilling to be able to do it. Unfortunately, the Russians never reached their goal, and many of the Earth’s secrets were left undiscovered, however The Kola Superdeep Borehole is still a scientifically useful site, and research there is ongoing.
When drilling stopped in 1994, the hole was over seven miles deep, making it by far the deepest hole ever drilled by humans. The last of the cores to be plucked from from the borehole was dated to be about 2.7 billion years old.  Although the Kona hole was the deepest hole ever drilled (until this one) , seven miles was still very short of the 20-80km required to penetrate  the earth’s crust.
Like all newfangled science stories, some Genesis freaks have decided that the intent of the project was not real scientific research as they were told – rather this simple experiment was actually an attempt to drill to hell… and that they were successful! The story has (and still does) made its rounds on Christian circles via tracts, preaching and radio broadcasts.
The story varies, but here are the basics:
1.  After going only a few miles down, the drill began to spin wildly.
2.  A ‘Doctor Azzakov’ is quoted as stating authoritatively that it has been shown that the earth is hollow.
3.  Immensely high temperatures were experienced, much higher than expected at that depth. Usually 2,000 degrees Fahrenheit or 1,100 degrees Celsius is quoted.
4.  Microphones were lowered into the hole (to ‘listen to the earth’s movement’). Human screams were heard—hordes of ‘tortured souls’.
5.  Many of the scientists have quit the project in fear and/or have become total nervous wrecks.
Of course, these “facts” are not quite true:
a) If the earth was largely hollow, it would clearly be evident from seismic studies, as well as from orbital/gravitational considerations, but this is not the case.
b) Far from being a ‘fiery inferno’, the temperature increased by one degree Celsius every 100 meters to 3,000 meters, then by 2.5 degrees every 100 meters thereafter. At 10,000 meters, it was only 180 degrees.
The story of course is based on a factual borehole, and creation geologists have had a field day with the shaky “facts” – using the story to prove that yes, hell exists and they’ve been right all along.
Here’s the “quote” that has been making it’s way through evangelical circles:
“We lowered a microphone, designed to detect the sounds of plate movements down the shaft. But instead of plate movements we heard a human voice screaming in pain! At first we thought the sound was coming from our own equipment.”
“But when we made adjustments our worst suspicions were confirmed. The screams weren’t those of a single human, they were the screams of millions of humans!”
Oh, you wanted to HEAR the screams from hell?  But of course!  Listen to it here(mirror ) . 

4. Mistpouffers

In some places in the world, people have reported long successions of enormously loud booming noises.  They are called different things in different areas of the world -  “Guns of the Seneca” (near Seneca Lake in New York), “Barisal guns ” (in Bangladesh), “uminari” (in Japan), “fog guns,” “lake guns,” and many other terms. These terms all describe a sound or sounds that resemble distant cannon fire, and are usually heard near large bodies of water.  Often times they are accompanied by a long rumble that is strong enough to shake plates and pictures.
There have been many proposed theories about where these sounds come from, however most are not very satisfying.  Since these sounds have been reported for centuries means that the most obvious explanation, artillery tests , are pretty much ruled out.  Earthquakes and volcanoes could produce these sounds and rumbles, however the sounds have not been directly connected to any seismic activity, which is fairly well measured.
Some have speculated that undersea activity (perhaps seismic) creates great bubbles of released gas which floats to the surface and creates huge “ocean farts”, however it is a stretch to think that these bubbles could produce a sound strong enough to create the distant-gunfire sound of Mistpouffers.  Meteorite impacts have also been bandied about as a possible explanation (see here for actual meteor sounds) as have tidal waves .
It has also been speculated that these noises happen everywhere and that ambient noise from communities simply make them harder to hear.  Sound travels farther over water than over land, and so the sounds are more easily heard in remote, quiet areas close to bodies of water.
Of course the latest theory is rather boring – that the sounds are made by thunder or other explosions very far away, and the sounds simply travels a very, very long way because atmospheric and topographic conditions happen to be “just so”.  This would explain why no storms or other activity are present in the area and yet the sounds are still heard.
Some people still believe that the sounds are made from alien spacecraft, God, or Thor’s hammer banging on nails while trying to fix the roof over the heavens…. however there is another theory:
A Web page describing the many tourist attractions of the Cayuga Lake area mentions the “Guns of the Seneca.” it also says  “At the southern end, you’ll find the booming city of Ithaca…”  Well, that it. What people are hearing is obviously the sound of Ithaca booming.

5. Slow Down

Slow down was recorded in the Pacific Ocean on May 19,1997.   It was recorded by the U.S. National Oceanic and Atmospheric Administration located around 15 degrees S 115, degrees W.
It is called the Slow Down because the sound slowly decreases in frequency over the span of about 7 minutes.  It was detected using the same hydrophone array as the Bloop, and was loud enough to be detected on multiple sensors 2000km apart.
Here is a recording of the sound, sped up by 16 times.
Some people believe that this sound has been made by a giant squid or other large sea creature, however this theory doesn’t stand up to scientific reason, as squids likey  with tdo not have the capability of producing their beaks ese sounds.
The real source of the Slow Down sound remains completely unknown.  This signal and anything like it has not been heard before or since.

6. The WOW!

No discussion of mysterious sounds would be complete without this one, although it’s not a sound from earth – it’s from space.  You can also debate whether or not it’s actually technically a sound at all, but I’m presenting it here just because it’s interesting.
On August 15, 1977 a SETI scientist working at the Big Ear radio telescope of the Ohio State University noticed a very strong signal that lasted for 72 seconds.  The type of signal resembled signals that are non-terrestrial and non-solar system in origin.
Because the signal was so remarkable, The scientists circled the data on the computer printout and wrote the word “WOW!” beside it. Ever since then, it’s been called the “Wow!” signal.
Since the signal was discovered, scientists from all over have tried to locate it again, however it has never been seen since.
It has been theorized by some people that the signal may have come from extraterrestrial life, however others remain skeptical.
More information on the Wow can be found here by the person who discovered it.
So that’s it for earth sounds… To hear some incredibly strange MUSIC, check this out.

Riddle in the sands: Thousands of strange 'Nazca Lines' discovered in the Middle East



Riddle in the sands: Thousands of strange 'Nazca Lines' discovered in the Middle East

Last updated at 7:33 PM on 15th September 2011



Peru’s Nazca Lines, the mysterious geoglyphs etched into the desert centuries ago by indigenous groups, are world famous – and now thousands of similar patterns have been found in the Middle East.
Satellite and aerial photography has revealed mysterious stone ‘wheels’ that are more numerous and older than the Nazca Lines in countries such as Syria, Saudi Arabia and Jordan.
The structures are thought to date back 2,000 years, but why they were built is baffling archaeologists and historians.
Ancient mystery: The stone wheels are thought to be 2,000 years old
Ancient mystery: The stone wheels are thought to be 2,000 years old
Hidden: Thousands of people have probably walked past the Nazca Line-like structures and not realised what they were
Hidden: Thousands of people have probably walked past the structures and not realised what they were
Baffling: None of the Nazca Line-like patterns appear to be lined up with astronomical phenomena
Baffling: None of the Nazca Line-like patterns appear to be lined up with astronomical phenomena
‘In Jordan alone we've got stone-built structures that are far more numerous than the Nazca Lines, far more extensive in the area that they cover, and far older,’ David Kennedy, a professor of classics and ancient history at the University of Western Australia, told Live Science.
He added: ‘People have probably walked over them, walked past them, for centuries, millennia, without having any clear idea what the shape was.’
The local Bedouin, a nomadic people found in Saudi Arabia, Jordan, Libya, Egypt and Israel, call them the ‘works of the old men’.
They are often found on lava fields – but don’t fall into any pattern, according to Kennedy, whose research into them will be published in an upcoming issue of the Journal Of Archaeological Science.
Similar: The ancient and mysterious Nazca Lines in the Nazca Desert in Peru
Similar: The ancient and mysterious Nazca Lines in the Nazca Desert in Peru
He explains that they come in a huge variety of forms, some being ‘kites’, structures that funnelled animals, some being seemingly random meandering lines of stone and others being rectangular.
None are believed to be aligned with the stars, which has added to the mystery surrounding their purpose.
They were actually first discovered in 1927 by an RAF pilot called Lt. Percy Maitland, but it wasn’t until Professor Kennedy and his team began studying aerial and Google Earth photographs that their true extent was revealed.
A final count has yet to be completed, but Kennedy is certain they run into the thousands.
Local knowledge: The Bedouin call the structures the 'work of the old men'
Local knowledge: The Bedouin call the structures the 'work of the old men'


Read more: http://www.dailymail.co.uk/sciencetech/article-2037850/Thousands-strange-Nazca-Lines-discovered-Middle-East.html#ixzz1YW05Ypww

วันสิ้นโลกที่โตเกียว [illustration]



tokyogenso_yoyogi_station

สถานีรถไฟชินจูกุกลายเป็นซากปรักหักพังไร้ซึ่งผู้คน สนามบินฮาเนดะกลายเป็นสนามบินร้าง ย่านอากิฮาบาระที่พวกเราเคยเดินดูเครื่องใช้ไฟฟ้าบัดนี้เหลือแต่อาคารที่มีวัชพืชปกคลุม ไม่มีวี่แววของมนุษย์สักคน ไม่มีสัญลักษณ์ของสิ่งมีชีวิตเลย นี่คือฝันร้ายชัดๆ

นักทำภาพคอมพิวเตอร์นาม โตเกียวเกนโซ (มีความหมายว่า โตเกียวในจินตนาการ) คือผู้สร้างสรรค์ภาพเหล่านี้ที่ทั้งสวยงามน่าตะลึงและชวนสยองขวัญในขณะเดียวกัน ภาพเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องมีคำบรรยายหรือคำอธิบายใดๆ จากศิลปิน ผู้เสพย์งานจะถูกปล่อยให้ใช้ความคิดของแต่ละคนจินตนาการกันไปว่ามันเกิดอะไรขึ้น
มันอาจจะเกิดมาจากความโง่งมของมนุษย์ที่ก่อสงครามแย่งชิงความเป็นใหญ่ สงครามที่เกิดจากความแตกต่างทางศาสนา และสงครามที่เกิดจากความแตกต่างทางชนชั้น ทำให้ผู้คนล้มตาย หรือเิกิดมาจากการทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างไม่มีที่สิ้นสุดของมนุษย์จนทำให้เกิดภัยพิบัติ มนุษย์ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ จนต้องสูญพันธุ์ไป หรืออพยพไปอาศัยที่ดาวดวงอื่น ต้องอำลาโลกที่อดีตเคยสวยงามใบนี้ไป…
ไม่ว่าคนชาติใดในโลกดูภาพเหล่านี้แล้วก็สะทกสะท้อนใจ โดยเฉพาะคนไทยอย่างเราๆ เพราะบางสถานที่ในภาพเหล่านี้มันช่างละม้ายกับสถานที่ในเมืองไทยเหลือเกิน

แต่ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุผลใดก็ตาม ขออย่าให้พวกเราได้มีชีวิตอยู่เห็นภาพเช่นนี้ในโลกแห่งความเป็นจริงด้วยเถิด

*

[วางเม้าส์ที่ภาพเพื่อดูชื่อสถานที่]

tokyogenso_akihabara
tokyogenso_akihabara_02
tokyogenso_haneda_airport
tokyogenso_hato_bus
tokyogenso_kabuki_za_theater_ginza
tokyogenso_manneken_pis_statue_at_hamamatsucho_station
tokyogenso_mcdonalds
tokyogenso_moai_statue_at_shibuya_station
tokyogenso_mode_hal_iko_building_shinjuku
tokyogenso_nakano_station
tokyogenso_osaka_street_scene
tokyogenso_osaka_street_scene_billiken
tokyogenso_osaka_street_scene_tsutenkaku_tower
tokyogenso_shibuya
tokyogenso_shibuya_station_fukotoshin_line_seibu_shibuya
tokyogenso_shinjuku_skyline
tokyogenso_shinjuku_station
tokyogenso_sofmap_akihabara
tokyogenso_tokyo_big_sight
tokyogenso_tokyo_monorail
tokyogenso_tokyo_tower
tokyogenso_ueno
tokyogenso_wako_building_ginza
tokyogenso_rainbow_bridge
[จาก Pink Tentacle และ Tokyogenso]